บันทึกนักล่าฝัน True AF 2026 The Series – Chapter 7: Persistence

บันทึกนักล่าฝัน True AF 2026 The Series – Chapter 7: Persistence
EP 7 ของบันทึกนักล่าฝัน พาทุกคนไปพูดคุยกับ 3 หนุ่ม 3 สไตล์ "โอม-ณัฐพันธ์, เซ็น-จินตัย และ เซนต์-สิทธิโชค" กับการเดินทางตามล่าฝันที่ทุกคนต่างมีจุดมุ่งหมายเดียวกัน

มาถึงบทสรุปสุดท้ายของซีรีส์บันทึกนักล่าฝัน กับเรื่องราวของ 3 หนุ่ม 3 เส้นทาง “โอม-เซ็น-เซนต์” ผู้เลือกยืนหยัดอยู่กับความฝัน แม้ต้องแลกด้วยเวลา เงินทอง หยาดเหงื่อ และความผิดหวังนับครั้งไม่ถ้วน เพราะสำหรับพวกเขา การพ่ายแพ้ไม่ใช่จุดสิ้นสุด หากเป็นเพียงบททดสอบระหว่างทาง ก่อนจะเติบโตเป็นคนที่แข็งแกร่งกว่าเดิม

 

บทที่ 15: AF033 โอม - เดิมพันชีวิต

โอมกับท่าโพสต์สุดเท่ที่ทำเอาสาวๆ กรี๊ดสนั่นฮอลล์

รอบออดิชั่น True AF 2026 ที่ผ่านมาในภาคอีสาน หนุ่มหล่อมาดเท่คนหนึ่งหิ้วกีตาร์ขึ้นบนเวทีโชว์เสียงร้องอันเป็นเอกลักษณ์ จน เชา-ชวรัตน์ หรรษคุณาฒัย หนึ่งในกรรมการผู้ตัดสินต้องขอให้เขาโชว์ลูกคอเพลงเพื่อชีวิตอีกครั้งเพื่อฟังเนื้อเสียงจริงๆ ของเขา

 

“เป้าหมายของผมคือการเป็นศิลปินครับ” โอม-ณัฐพันธ์ ภักดีณรงค์ ตอบกรรมการด้วยแววตามุ่งมั่น ซึ่งคำตอบนั้นชนะใจทุกคนจนเขาได้ผ่านเข้ารอบไฟนอลออดิชั่น เป็นหนึ่งใน 99 นักล่าฝันที่ตั้งใจเดินหน้าสู่จุดหมายเดียวกัน คือการได้เป็นดาวดวงใหม่ของวงการบันเทิง

 

“ผมเห็นประกาศรับสมัครทางเฟซบุ๊ก ก็คิดไว้ว่าอยากจะมาประกวดรายการนี้ ผมเตรียมความพร้อมมาตั้งแต่เนิ่นๆ เลยครับ บินมาไทยตั้งแต่เดือนธันวาคม เพื่อปรับร่างกายอะไรให้มันพร้อมสำหรับการประกวด เพราะกลัวว่าถ้ามากระชั้นไปมันอาจจะเจ็ตแล็กได้ เลยเผื่อเวลามาก่อน”

 

โอมเล่าชีวิตวัยเด็กให้ฟังว่าเขาเติบโตมาในจังหวัดอุดรธานี แต่เมื่ออายุได้ 17 ปีเขาก็ได้ย้ายตามคุณแม่ไปอยู่ไกลถึงเนเธอร์แลนด์ ต้องปรับตัวให้เข้ากับสิ่งแวดล้อมใหม่ แต่เขาก็ผ่านทุกอย่างมาได้ด้วยกีตาร์หนึ่งตัวเป็นเพื่อนคลายเหงา

 

“ผมดูทีวีแล้วเกิดแรงบันดาลใจอยากเป็นเหมือนพี่ ตูน บอดี้สแลม เห็นพี่ตูนเล่นกีตาร์ เห็นพี่ เสก โลโซ เล่นกีตาร์ ก็อยากจะลองดู แต่เมื่อก่อนผมเป็นคนร้องเพลงแย่มากจริงๆ เล่นกีตาร์ก็ไม่ได้เก่งมาก เมื่อวานก็เพิ่งกลับไปดูคลิปตัวเองในเฟซบุ๊กเก่า ก็ยังโอ้โห! ตัวเองเมื่อก่อนร้องแย่จริง (หัวเราะ) จริงๆ ผมไม่มีครูเลย แต่อาศัยทำซ้ำๆ มีพี่สาวช่วยฟังและคอมเมนต์ว่า เสียงนี้ขึ้นจมูกมากไป ประมาณนี้ แล้วมันหล่อหลอมมาจนเป็นผมทุกวันนี้ครับ”

 

แม้จะมองเห็นและยอมรับข้อด้อยในอดีตของตัวเอง แต่ลึกๆ ชายหนุ่มคนนี้ยังคงซื่อสัตย์กับความฝัน จึงไขว่คว้าหาโอกาสในการประกวดเวทีต่างๆ อยู่เสมอ แม้จะต้องใช้เงินจำนวนมากในการเดินทางกลับมาประเทศไทย

 

“ผมโดนปฏิเสธมาค่อนข้างเยอะครับ เมื่อก่อนผมจะบินกลับไทยทุกครั้งที่มีการประกวดร้องเพลง บินไปสมัครออดิชั่นทุกภาค ไม่ติดก็บินกลับไปเรียน ทำงานเก็บเงินแล้วบินมาใหม่ AF ก็เป็นอีกหนึ่งโอกาสที่ผมเองก็ไม่รู้ว่าตัวเองจะติดด้วยซ้ำ แค่คิดว่าเรามาด้วยความพร้อมก่อนรอบก่อนๆ ตั้งใจทำให้ดีขึ้น แล้วมันก็ติดจริงๆ”


เขาปลดปล่อยอารมณ์ความคิดถึงแม่และบ้านที่เนเธอร์แลนด์ผ่านบทเพลงได้อย่างกินใจ

โอมเป็นคนจริงจังขนาดที่วางแผนการเดินทางไปออดิชั่นเอาไว้ล่วงหน้า โดยเริ่มจากภาคอีสานซึ่งเป็นภาคแรก ถ้าพลาดเขาก็จะบินไปสมัครใหม่ที่ภาคใต้ ภาคเหนือ และภาคกลาง จนกว่าจะสำเร็จ ความตั้งใจนี้เกิดจากความฝันที่ยิ่งใหญ่และชัดเจนของเขา ที่ผลักดันให้เขายอมทำทุกอย่างเพื่อก้าวเข้าสู่เส้นชัย แม้จะต้องเดิมพันด้วยเงินทองที่เก็บหอมรอมริบมาได้อย่างยากลำบากก็ตาม

 

“ผมเสียเงินกับเรื่องนี้เยอะมากครับ แต่ผมไม่เคยรู้สึกเสียดายเงินกับการตามล่าความฝันเลย ต่อให้ผมผิดหวังกับอะไรก็ตาม ผมก็จะกลับมาตรงนี้ใหม่อีกครั้ง เพราะว่าฝันของผมมีเพียงอย่างเดียวคือการเป็นศิลปิน” ชายหนุ่มกล่าวเสียงหนักแน่น “เพราะฉะนั้นมันไม่มีข้อแม้เลยครับ ผมเองเป็นคนขี้งกนะ แต่กับความฝันผมยอมทุ่มหมดตัวทุกครั้ง”

 

จากครอบครัวมานานย่อมเหงาและคิดถึงบ้านเป็นธรรมดา รอบไฟนอลออดิชั่นโอมจึงเลือกร้องเพลง Hello Mama ของ TaitosmitH เพื่อถ่ายทอดความรู้สึกลึกๆ ในใจออกมา

 

“ผมคิดถึงบ้านมากๆ ครับ เนเธอร์แลนด์ตอนนี้เป็นบ้านของผมมากกว่าที่ไทยไปแล้ว ที่ผมมาล่าฝันเนี่ยมันก็เข้าเดือนที่ 4 ที่ 5 แล้ว ผมอยู่ด้วยเงินเก็บของตัวเองที่ทำงานมาทั้งปี มันเหมือนทุบหม้อข้าวมากๆ เลยนะครับ แต่อย่างที่ผมพูดไปว่าไม่เคยรู้สึกเสียดายกับสิ่งนี้เลย ถ้าผมไม่ติดผมจะกลับมาอีกรอบ และผมก็จะทำอย่างนี้วนลูปไปเรื่อยๆ จนกว่ามันจะถึงวันของผมจริงๆ”

 

ไม่ว่า 11 พฤษภาคมนี้จะมีชื่อของหนุ่มหล่อมาดเท่คนนี้ในรายชื่อ 12 นักล่าฝัน ที่จะได้เดินหน้าสู่การฝึกฝนและเตรียมตัวเพื่อเป็นศิลปินอย่างจริงจังหรือไม่ แต่สำหรับโอมแล้วหากโอกาสครั้งนี้เป็นของเขา เขาก็พร้อมที่จะปลดล็อกตัวเอง เปิดรับทุกสิ่ง เรียนรู้ทุกอย่าง เพื่อเป็นศิลปินที่ครบเครื่องที่สุดคนหนึ่งในวงการ

 



บทที่ 16: AF013 เซ็น เวลาในขวดแก้ว

เซ็นแชะรูปกับมิวสิคขณะรอเรียกขึ้นเวที

 

จากเด็กต่างจังหวัดที่ใช้ชีวิตอย่างต่อสู้ดิ้นรน ยอมอดทนทำทุกอย่าง คว้าทุกโอกาสที่เข้ามาเพื่อหารายได้จุนเจือครอบครัว สู่ชายหนุ่มผู้เดินมาออดิชั่นด้วยความฝันอันยิ่งใหญ่ หวังคว้าชัยชนะเพื่อพ่อกับแม่ของเขาจะได้ใช้ชีวิตบั้นปลายอย่างสุขสบายเหมือนคนอื่น

 

เซ็น-จินตัย ใจวัง หนุ่มท่าทางซื่อๆ คนนี้เคยทำงานเบื้องหลังให้กับวงของศิลปินชื่อดัง ลำไย ไหทองคำ มาแทบจะทุกอย่าง เริ่มต้นตั้งแต่เป็นคนขับรถ ประสานงานติดต่อเจ้าภาพ ดูสถานที่ ก่อนจะเลื่อนขึ้นมาเป็นผู้ควบคุมเสียงข้างเวที ทำให้เขาซึมซับทุกอย่างเข้าสู่ตัวเองแบบไม่ต้องพยายาม

 

“เราอยู่หลังเวทีทุกวัน ได้เห็นเวลาพี่เขาโชว์มันเลยทำให้รู้สึกว่า เฮ้ย! มันตรงกับความฝันเราด้วย” ชายหนุ่มเล่าให้ฟังอย่างกระตือรือร้น “มันเหมือนถูกเติมไฟ เติมฟืนเข้าทุกวันครับ เลยคิดว่าสักวันหนึ่งที่ตรงนั้นอาจจะเป็นของเราก็ได้ ถ้าเราวิ่งตามหามันจริงๆ ก็เลยลองเลือกเดินทางนี้ดู”

 

แต่กว่าเซ็นจะมีวันนี้ได้ ชีวิตเขาผ่านความยากลำบากมาอย่างแสนสาหัส แต่เขายังคงกัดฟันสู้เพื่อพาตัวเองและครอบครัวออกมาจากจุดนั้นให้ได้ ซึ่งเขาได้ใช้เสียงเพลงเป็นเหมือนหยาดทิพย์ชโลมใจ โดยไม่คาดฝันว่าสักวันหนึ่งมันจะกลายเป็นจุดเริ่มต้นในการสร้างรายได้ให้ตัวเขาเอง

 

“ตั้งแต่เด็กจนถึงมัธยม เค้ามีชมรมดนตรีผมก็ไม่มีโอกาสได้ไป เพราะเขาซ้อมกันวันเสาร์อาทิตย์ แต่ผมต้องไปช่วยพ่อแม่ขุดหลุมปลูกสับปะรด เลยอาศัยการฝึกเองทั้งหมดครับ ครูพักลักจำล้วนๆ ทั้งเรื่องของการร้องการเต้น พอผมไปร้องเพลงก็เริ่มได้เงินมา ถึงมันจะน้อยสำหรับช่วงนั้น แต่ก็เป็นสิ่งแรกที่ทำให้เรามีรายได้ รู้สึกภูมิใจเลยคิดว่ามันน่าจะสร้างรายได้ให้เราได้ ถ้าเราต่อยอดแล้วไปต่อเรื่อยๆ”

 

จากจุดนั้นเซ็นได้รับการชักชวนให้เดินเข้าใกล้ความฝันทีละนิด จากคนขับรถสู่การได้จับไมค์ขึ้นร้องบนเวที แต่นั่นก็ยังไม่สามารถเติมเต็มความฝันให้กับเขาได้ เขารู้สึกว่าเวลาในวงการบันเทิงเริ่มหดสั้นลงทุกขณะเหมือนนาฬิกาทราย จึงเริ่มมองหาลู่ทางอื่นที่จะส่งตัวเองไปได้ไกลกว่านี้

 

กระทั่งได้ข่าว AF เปิดรับสมัครออดิชั่นภาคอีสาน หนุ่มคนนี้ไม่รอช้าหอบหิ้วเอาความมั่นใจไปเต็มกระเป๋า รีบตรงไปยัง จ. ขอนแก่นทันที แม้ในครั้งนั้นเขาจะไม่ผ่านการร้องในรอบเปียโน ชายหนุ่มก็ไม่หมดหวังกลับไปซักซ้อมแก้ไขจุดบกพร่องของตัวเอง ก่อนเดินทางมาสมัครออดิชั่นใหม่อีกครั้งที่ภาคใต้ และผ่านเข้ารอบไฟนอลออดิชั่นได้ดังที่ตัวเองต้องการ


เซ็นขณะโชว์ลูกคอให้กรรมการฟังในรอบไฟนอลออดิชั่น

“ความตั้งใจของผมคือจะไปทุกที่จนกว่าจะได้ครับ แต่ได้ที่หาดใหญ่แล้วก็ถือเป็นกำไรไป รู้สึกดีใจครับที่กรรมการเห็นในสิ่งที่ผมต้องการจะสื่อออกไป เห็นถึงความพยายามที่ไม่ได้สูญเปล่า แค่นั้นเลยครับ ยิ่งตอนครูโด (โดนัท มนัสนันท์) พูดว่าเซ็นเลือกเพลงมาไม่จำเป็นต้องมีเพลงที่ 2 หรือเพลงที่ 3 แล้ว มันรู้สึกคอมพลีทเลยครับ” 

 

พลังงานบวกที่กลายเป็นออร่าประจำตัวเขามักทำให้ทุกคนรอบข้างรู้สึกสบายใจ เซ็นบอกว่าอาจเป็นเพราะเขาเป็นคนตลกธรรมชาติ ไม่มีการปรุงแต่งอะไร จึงทำให้เขาสื่ออารมณ์ออกไปให้คนรับรู้ได้ถึงความจริงใจและเป็นกันเอง ผนวกกับประสบการณ์ที่ผ่านการทำงานเบื้องหลังมาอย่างโชกโชน ทำให้เขาดูสบายๆ บนเวทีไฟนอลออดิชั่น

 

“ความกดดันของผมไม่ค่อยมีครับ ชิลๆ เลย ผมตั้งใจตั้งแต่ก่อนขึ้นเวทีว่าไม่ได้มาแข่งกับใครทั้งนั้น ไม่ได้มาฟาดฟันหรืออะไรกับใครทั้งสิ้น แค่คิดถึงความจริงว่ามันอาจจะเป็นครั้งสุดท้ายในชีวิตแล้วก็ได้ ที่ได้มายืนร้องเพลงต่อหน้าคนเป็นร้อย ต่อหน้าคนดูทั้งประเทศ ก็เลยเลือกที่จะร้องเพลงให้คนฟังดีกว่าร้องแข่งกับคนอื่น ผมเจอคนเก่งเยอะมาก แต่ถ้ามัวแต่คิดว่า เฮ้ย! เราจะสู้คนนั้นได้มั้ย เราจะแข่งกับคนนี้ได้มั้ย แล้วเราจะแข่งกับเขาไปทำไม ถ้าคนเก่งๆ มาเราก็แพ้อยู่ดี ดังนั้นเปลี่ยนใหม่ แค่ร้องเพลงให้คนฟังแค่นั้น จบเลย!”

 

แม้จะถ่อมตนว่าตัวเองไม่ใช่คนเก่งอะไร แต่ความฝันของเซ็นกลับชัดเจนและยิ่งใหญ่กว่าใครอีกหลายคน เขามองเห็นตัวเองยืนถือไมค์บนเวทีร้องเพลงท่ามกลางเสียงกรี๊ดจากคนดูเหมือน นนท์ ธนนท์ และได้ไปสร้างสีสันในรายการ โพดำ ซึ่งเป็นศิลปินและรายการโทรทัศน์ที่เขาชื่นชอบที่สุด

 

สุดท้ายนี้ไม่ว่าความฝันของเซ็นในครั้งนี้จะเป็นจริงหรือไม่ เขาก็ได้พิสูจน์ให้ทุกคนเห็นแล้วว่า ความพยายามนั้นไม่เคยสูญเปล่า เพราะทุกวันที่เขาอดทน เรียนรู้ และวิ่งหาโอกาส ล้วนเป็นเหมือนเม็ดทรายในขวดแก้วที่ค่อยๆ สะสมเพื่อรอวันเปล่งประกาย เราเชื่อเหลือเกินว่าเมื่อเวลาของเขามาถึง ทุกคนจะได้เห็นดาวดวงใหม่ที่ชื่อ “เซ็น-จินตัย” ส่องแสงอยู่บนเวทีของตัวเอง

 



บทที่ 17: AF083 เซนต์ - คนฝืนดวงเซนต์กำลังม่วนจอยกับแก๊งหนุ่มๆ ขณะทำการแสดงกลุ่ม

เซนต์-สิทธิโชค บัวสวรรค์บารมี นักล่าฝันหนุ่มลำพูนคนนี้ เติบโตมาในครอบครัวที่ไม่ได้สบาย ไม่มีแม้แต่บ้านพักอาศัยของตนเอง แม่ของเขามีอาชีพขายของเก่าเพื่อหารายได้มาจุนเจือครอบครัว แต่ความแร้นแค้นนั้นไม่เคยหยุดยั้งความฝันในการเป็นนักร้องได้

 

“การได้มาออดิชั่น AF มันเป็นความฝันของผม ผมอยากเป็นนักร้องตั้งแต่เด็ก” ชายหนุ่มตาเป็นประกาย “จำความได้คือแม่บอกว่าผมร้องเพลงตั้งแต่ 6 ขวบแล้ว ข้างหอพักเขาเปิดเทป เพลง ที่หนึ่งไม่ไหว ตอนนั้นดังมาก ผมก็ไปเกาะรั้วฟังจนแม่ต้องไปดาวน์เครื่องเสียงมาให้ เงินไม่มีก็ผ่อนเงินดาวน์เอา แล้วก็เลยได้ฟังมาตั้งแต่เด็กกับเพลงยุค 90 ครับ”

 

ช่วงเรียน ม. 3 แม้ว่าครอบครัวของเขาพอจะเริ่มลืมตาอ้าปากได้บ้าง แต่การเห็นพ่อแม่ต้องเหนื่อยยากลำบากในการหาเงินมาส่งเขาและน้องสาวเรียน พี่ชายคนโตคนนี้จึงตัดสินใจปรึกษาแม่ขอเสียสละไม่เรียนต่อ เพื่อช่วยทางบ้านหาเงินมาใช้จ่ายและส่งน้องสาวเรียน หลังจากนั้นหลากหลายประสบการณ์ชีวิตนอกโรงเรียนจึงหล่อหลอมให้หนุ่มคนนี้มีความเป็นนักสู้ตั้งแต่เด็ก แม้บางครั้งเคยรู้สึกน้อยใจโชคชะตา แต่เซนต์กลับไม่เคยปล่อยให้ความรู้สึกลบนั้นครอบงำจิตใจ

 

“เราไม่สามารถเลือกเกิดได้ แต่เราเลือกที่จะเป็นและเปลี่ยนอนาคตได้ด้วยปัจจุบันที่เข้มแข็ง มันต้องออกมาจากข้างใน พลังงานดีๆ คิดดี พูดดี ทำดี เดี๋ยวเรื่องดีๆ ก็มาเองครับ”

 

หนุ่มลำพูนคนนี้มี เสก โลโซ เป็นต้นแบบ ทั้งการสู้ชีวิตและรูปแบบของการเป็นศิลปิน เมื่อความฝันถูกจุดประกาย เขาไม่รีรอที่จะหาโอกาสให้กับตัวเองในการเดินตามฝันนั้น ด้วยการไปตีสนิทกับคนที่เล่นกีตาร์เป็น อาศัยความช่างซักถาม ครูพักลักจำ แล้วนำมาฝึกฝนต่อด้วยตนเอง จนสามารถหิ้วกีตาร์ไปเล่นดนตรีเปิดหมวกตามแหล่งฮิปๆ ของเชียงใหม่ได้ และทำอยู่อย่างนั้นควบคู่กับการปลูกมะละกอขายเป็นเวลาเกือบ 4 ปี

 

“ปกติร้องอยู่ที่ถนนคนเดินหน้า มช. ครับ ช่วงสงกรานต์ฝนตก ผมก็คิดว่าตรงไหนที่ฝนไม่ตกแล้วยังมีคนเดินเข้าออกตลอด ก็เลยไปร้องหน้าเซเว่น ได้มาสองสามร้อย ชีวิตคนเราถ้าเราสู้มันก็มีหนทางนะ ถ้าท้อแท้ก็ลองดูคนที่เขาลำบากกว่าเรา คนที่อยู่แอฟริกาไม่มีข้าวจะกิน หรือคนที่ชีวิตติดลบจริงๆ เราครบ 32 นี่คือต้นทุนที่ดีที่สุดแล้ว เราไม่ติดลบอะไรเลย คนเราจะล้มเหลวกี่ครั้ง ถ้าเราเติม 1 เข้าไป มันก็เป็นล้าน เป็นแสน เป็นหมื่นได้ครับ”

 

แม้ต้นทุนชีวิตและรายได้อาจเป็นอุปสรรคใหญ่ แต่ก็ไม่เคยหยุดยั้งให้เซนต์วิ่งตามความฝันในการเป็นนักร้อง เขามักจินตนาการว่าตัวเองเป็นศิลปิน ยืนเล่นคอนเสิร์ตต่อหน้าคนดูนับหมื่นตลอดเวลา ทำให้เขาไม่รู้สึกตื่นเต้นหรือประหม่าเวลาขึ้นเวที เขาเผยว่าทุกอย่างเกิดขึ้นจากการสร้างตัวตนขึ้นใหม่ในหัว (หลักการเดียวกับ Manifestation - ผู้เขียน) วางแผนอย่างรอบคอบ และใช้องค์ประกอบที่ลัดสั้นที่สุดในการเข้าถึงเป้าหมาย ซึ่งในครั้งนี้คือเวที True AF 20

ตื่นเต้นมากครับ เราอยู่แต่สวนแต่ป่ามาร้องเพลงประกวดก็ต้องตื่นเต้นอยู่แล้ว วันนั้นร้องเพลงพี่มอสอัลบั้มแรกๆ เอาใจเขา เผื่อพี่เขาสัมผัสได้ถึงตัวเขาในสมัยอดีต ผมตั้งใจฝึกเพราะอยากเซอร์ไพรส์เขา แล้วพี่มอสก็ชอบ บอกว่าเวลาผมร้องเพลงแล้วดูหล่อ ดีใจมาก ปกติใครชมเราก็ดีใจหมด แต่นี่พิเศษตรงเราหน้าตาดี” ชายหนุ่มหัวเราะร่วน


 

“พอเข้ารอบผมโทรบอกแม่เลย น้ำตาไหล น้ำตาคลอ ผมดีใจกับแม่นะที่มีลูกสู้ชีวิตมาถึงขนาดนี้ได้ มันยากนะ ถ้าเทียบทั้งประเทศ เราเป็น 1 ใน 100 มันไม่ง่าย แข่งกับคนที่ร้องเก่งๆ แล้วผมไม่ได้เรียนมา ผมฝึกเอง ถือว่าเราก็เก่งเหมือนกัน ผมชอบลูบแขนตัวเองว่า "เธอเก่งแล้ว มาได้ขนาดนี้เก่งที่สุดแล้ว" ทุกอย่างมันผ่านไปได้ครับ พูดแล้วขนลุก (หัวเราะ)”

 

ทัศนคติดี มีความคิดความอ่านขนาดนี้ เราเริ่มสงสัยว่าชายหนุ่มที่ยืนอยู่ข้างหน้านี้เคยมีความทุกข์บ้างไหม เซนต์ตอบซื่อว่าเขาเองก็ไม่ใช่ยอดมนุษย์ ย่อมมีความทุกข์เป็นธรรมดา แต่เขาอาศัยประสบการณ์เหล่านั้นเป็นบทเรียนเพื่อใช้ชีวิตทุกวันให้ง่ายยิ่งขึ้น

 

“เคยทุกข์มากๆ ครับ แต่ทุกข์ก็เปรียบเสมือนทุน ทุนที่ทำให้เราสั่งสมไปเรื่อยๆ วันหนึ่งก็จะถูกใช้จนหมด ทุกข์คือประสบการณ์ครับ ทุกอย่างรอเราอยู่ข้างหน้า เราเพียงหมั่นเก็บออม เก็บเล็กผสมน้อย วันหนึ่งโอกาสมาเราจะได้คว้า (เอาประสบการณ์นั้น) มาใช้ได้เลยครับ”

 

ก่อนขึ้นเวทีรอบไฟนอลออดิชั่น เซนต์บอกกับเราว่าเขาไม่ได้รู้สึกกดดันตัวเองอีกแล้ว เพราะเพียงแค่ได้มายืนอยู่ตรงนี้ ได้เรียนรู้ ได้เติบโต และได้รักความฝันของตัวเองอย่างเต็มหัวใจ ก็นับเป็นชัยชนะหนึ่งของชีวิต ไม่ว่าผลลัพธ์หลังจากนี้จะพาเขาไปไกลแค่ไหน เซนต์ได้พิสูจน์แล้วว่า คนเราอาจเลือกต้นทุนชีวิตไม่ได้ แต่เราเลือกจะลุกขึ้น ฝืนดวง และเดินหน้าสู่ปลายทางของตัวเองใหม่ได้เสมอ

 

“ผมให้กำลังใจตัวเองทุกครั้ง ทุกวัน ทุกเวลาครับ ตื่นเช้ามาแค่มีลมหายใจก็เลิศที่สุดแล้ว ส่องกระจกเห็นตัวเอง เห็นพ่อแม่พร้อมหน้าพร้อมตา แค่นี้ชีวิตก็คุ้มค่าแล้วครับ บางคนไม่มีพ่อแม่ให้เห็นหน้าด้วยซ้ำ เรานี่เกิดมามีครบ 32 นี่เลิศสุดแล้วชีวิต”

 



สุดท้ายแล้วใครจะได้เป็นตัวแทนนักล่าฝัน ห้ามพลาด! ส่งกำลังใจเชียร์นักล่าฝันทั้ง 98 คน พร้อมลุ้นประกาศ 12 นักล่าฝันที่จะได้ไปต่อ ในรายการ “ถ่ายทอดสด การประกาศผล 12 นักล่าฝัน TRUE AF 2026” จันทร์ที่ 11 พฤษภาคม เริ่ม 17.00 น. ดูฟรีที่ช่อง AF Reality (334) และที่แอปทรูวิชั่นส์ นาว

 

Word: Kritin / Image: TrueVisions Now, True AF Thailand

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

อัปเดตข่าวล่าสุดก่อนใคร :

Website :

Facebook :

Twitter :

Line :

Youtube official :

Instagram :